ความเป็นมา
ป่าพรุเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนและมีบทบาทที่สำคัญในวัฏจักรคาร์บอนของโลก ระบบนิเวศป่าพรุเขตร้อนประกอบด้วยพื้นที่ที่อุดมไปด้วยอินทรียวัตถุสะสมจากการสลายตัวของพืชพรรณภายใต้สภาวะดินอิ่มตัวด้วยน้ำหรือน้ำท่วมบ่อยครั้ง อินทรียวัตถุเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนฟองน้ำคาร์บอนขนาดใหญ่ที่ดูดซับน้ำและกักเก็บคาร์บอนปริมาณมหาศาล เมื่อเปรียบเทียบกับป่าดิบชื้นที่อยู่บนดินแร่ใกล้เคียง ป่าพรุสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากกว่าป่าดิบชื้นในพื้นที่ที่มีโครงสร้างใกล้เคียงถึง 10-20 เท่า ขึ้นอยู่กับอายุของป่าและความลึกของดินพรุ อย่างไรก็ตาม ป่าพรุทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเสื่อมโทรมอันเนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการตัดไม้ทำลายป่าอย่างผิดกฎหมาย ไฟป่า การขยายตัวของการเกษตร และการทำสวนปาล์มน้ำมันและยางพารา กิจกรรมมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้ป่าพรุเขตร้อนเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่เพียงส่งผลให้ปริมาณการกับเก็บคาร์บอนบนผิวดินลดลงเท่านนั้น เพราะร้อยละ 90 ของคาร์บอนในป่าพรุถูกเก็บไว้ใต้ดิน ซึ่งหากถูกทำลายไป แม้เราจะไม่สามารถสัมผัสได้ แต่มีผลกระทบต่อธรรมชาติและมนุษย์อย่างมาก
อินโดนีเซีย มีพื้นที่ป่าพรุเขตร้อนคิดเป็นร้อยละ 45 ของพื้นที่ป่าพรุทั่วโลก (Applegate et al., 2021) กระจายตัวอยู่ในสุมาตรา (8.3 ล้านเฮกตาร์) บอร์เนียว (6.8 ล้านเฮกตาร์) และปาปัว (4.6 ล้านเฮกตาร์) ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา การตัดไม้และไฟป่าเพื่อเตรียมพื้นที่ทำเกษตรกรรมทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนในปริมาณมหาศาลและสร้างความสูญเสียของความหลากหลายทางชีวภาพ รัฐบาลอินโดนีเซียได้กำหนดแผนปฏิบัติการระดับชาติ เพื่อเร่งฟื้นฟูป่าพรุที่เสื่อมโทรม แต่การฟื้นฟูระบบนิเวศนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องมีการคัดเลือกพันธุ์ไม้และการเพาะต้นกล้าคุณภาพสูงเพื่อให้กระบวนการฟื้นฟูเป็นไปอย่างยั่งยืน
ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้น โครงการนี้จึงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการฟื้นฟูป่าพรุในอินโดนีเซีย มีการใช้เชื้อราไมคอร์ไรซาเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้พื้นเมือง ซึ่งเป็นแนวทางในการฟื้นฟูป่าพรุเขตร้อนที่สามารถเป็นต้นแบบให้แก่พื้นที่ป่าพรุที่กำลังเสื่อมโทรมทั่วโลก